การผสมเทียมในสุนัขและแมว : ธรรมชาติ vs ผสมเทียม

22 พ.ย. 2560 4233

            เพื่อนๆ เคยสงสัยบ้างหรือไม่ ว่าการผสมเทียม เหตุใดจึงมีความสำคัญ และการผสมเทียมนั้นมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง วันนี้ทาง OSDCO community จะพาเพื่อนๆ ไปรู้จักเทคโนโลยีการผสมเทียมในสุนัขและแมวกัน ไปดูกันเลยค่าาาา....

คำจำกัดความของ “ผสมเทียม”

            การผสมเทียมในบทความนี้จะหมายถึง การปล่อยน้ำเชื้อเข้าในส่วนใดส่วนหนึ่งของท่อทางเดินระบบสืบพันธุ์ โดยใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือ เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิกับไข่ของสัตว์เพศเมีย ตามหลักการนี้ จึงต้องมีการรีดเก็บน้ำเชื้อมาเตรียมไว้ก่อน ซึ่งอสุจิในน้ำเชื้อเมื่อถูกแสงสว่าง อุณหภูมิ และสารเคมี ที่อยู่ภายนอกกระทบ ทำให้คุณภาพและอัตราการมีชีวิตลดลง การฉีดน้ำเชื้อจึงต้องใกล้เวลาที่ไข่พร้อมปฏิสนธิมากที่สุด

ทำไมต้องผสมเทียม

          โดยปกติในระยะที่สุนัขหรือแมวเพศเมียมีอาการเป็นสัด (สุนัขปีละ 2-3 รอบ แมวเดือนละ 1-2 รอบ) จะยอมรับการผสมพันธุ์จากสัตว์เพศผู้ได้ไม่ยาก โดยเฉพาะเมื่อปล่อยให้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่คุ้นเคย แต่ก็มีหลายกรณีที่การจับคู่โดยเจ้าของไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะตัวผู้และตัวเมียไม่ชอบกัน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก้าวร้าว ทำให้เกิดการต่อสู้ หรืออาจเกิดจาก ตัวผู้มีช่วงตัวสั้น ซึ่งพบได้ในแมว เมื่อกัดหนังคอตัวเมียแล้ว ปล่อยน้ำเชื้อเข้าช่องคลอดไม่ได้ นอกจากนี้ยังใช้การผสมเทียม เมื่อไม่ต้องการเคลื่อนย้ายตัวสัตว์ และกรณีต้องการเก็บรักษาน้ำเชื้อโดยการแช่แข็งอีกด้วย 

การผสมเทียมสุนัข

            การผสมเทียมสุนัข จำเป็นต้องมีการตรวจหาวันตกไข่ ให้เจ้าของบันทึกวันแรกที่สุนัขมีอวัยวะเพศบวม หรือมีเลือดไหลจากช่องคลอด ยืนยันการเข้าสู่วงรอบเป็นสัด จากความสนใจของตัวผู้ หากมีสุนัขตัวผู้อยู่บ้านเดียวกัน หรือบริเวณใกล้เคียง เมื่อเข้าสู่วันที่ 3-5 ของการเป็นสัด ให้นำสุนัขมาพบสัตวแพทย์สูติกรรม เพื่อยืนยันการเป็นสัดโดยใช้การป้ายเซลล์เยื่อบุช่องคลอดแล้วย้อมสีดูบนสไลด์ รวมทั้งเจาะเลือดส่งตรวจระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน เพื่อเก็บเป็นข้อมูลระดับฮอร์โมนก่อนการตกไข่ จากนั้น สัตวแพทย์จะนัดมาตรวจเยื่อบุช่องคลอดและฮอร์โมนซ้ำวันเว้นวัน หรือวันเว้นสองวัน สัตวแพทย์จะใช้วันที่มีการเปลี่ยนแปลงของลักษณะเซลล์เยื่อบุช่องคลอด ร่วมกับระดับโปรเจสเตอโรนที่สูงขึ้น เป็นสิ่งบ่งบอกวันตกไข่โดยการประมาณการ หากใช้น้ำเชื้อสดในการผสมเทียม อาจใช้การผสมเพียงครั้งเดียว แต่ถ้าใช้น้ำเชื้อแช่แข็ง ควรทำการผสมเทียมไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ห่างกัน 1-2 วัน ทั้งนี้เพราะอสุจิในน้ำเชื้อแช่แข็งจะมีอัตราการรอดชีวิตและระยะเวลาการมีชีวิตลดลงหลังการละลาย 

อัตราการตั้งท้องเมื่อผสมเทียมโดยใช้น้ำเชื้อสดคือ 84% ขณะที่ถ้าใช้น้ำเชื้อแช่แข็งมีอัตราตั้งท้องได้ 70%

การฉีดน้ำเชื้อในสุนัขเพศเมีย 

ทำได้ทั้งวิธีใช้และไม่ใช้การผ่าตัด ซึ่งเป็นการปล่อยน้ำเชื้อที่มดลูกเช่นเดียวกัน มีอัตราการผสมติดใกล้เคียงกัน และดีกว่าการปล่อยน้ำเชื้อในช่องคลอด การปล่อยน้ำเชื้อในมดลูกจะใช้อุปกรณ์ที่เรียกกว่าท่อผสมเทียมสแกนดิเนเวีย มีหลายขนาดตามขนาดตัวสุนัข ในสุนัขที่มีช่องอกลึกหรืออ้วน สัตวแพทย์จะใช้กล้องส่องตรวจภายใน ช่วยในการกำหนดทางสอดท่อผสมเทียมผ่านคอมดลูกด้วย ส่วนการผ่าตัดจะต้องมีการวางยาสลบ เปิดผ่าช่องท้องหรือใช้กล้องส่องช่องท้อง ฉีดน้ำเชื้อเข้าในปีกมดลูก 

อัตราการผสมติดและจำนวนลูกต่อครอก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใช้หรือไม่ใช้การผ่าตัด แต่ขึ้นอยู่กับ 1) คุณภาพอสุจิและไข่ ซึ่งได้จากการเก็บรักษาน้ำเชื้อและใช้อย่างเหมาะสม และโอกาสที่ไข่จะได้พบกับอสุจิในวันที่มีการเจริญพร้อมปฏิสนธิ ก่อนที่ไข่จะเริ่มเสื่อมสลายไป และ 2) จำนวนครั้งที่ทำการผสมเทียม การผสมหลายครั้งจะเพิ่มจำนวนอสุจิ และโอกาสตรงวันที่ไข่เจริญพร้อมปฏิสนธิ


การผสมเทียมแมว

            ความยากของการผสมเทียมแมว อยู่ที่ความจำเป็นที่ต้องวางยาสลบแมวตัวผู้เพื่อรีดเก็บน้ำเชื้อโดยใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า และตัวเมียเพื่อสอดท่อผสมเทียม เพราะแมวตัวผู้ส่วนใหญ่จะไม่สามารถหลั่งน้ำเชื้อได้เองเมื่ออยู่แปลกถิ่น โดยปกติ แมวเพศเมียมักแสดงอาการเป็นสัดชัดเจน ในวันที่สามที่แสดงการเป็นสัด ให้ยืนยันการเป็นสัดโดยการตรวจเซลล์เยื่อบุช่องคลอด ฉีดฮอร์โมนกระตุ้นการตกไข่ และเจาะเลือดตรวจสุขภาพเพื่อดูความแข็งแรงของร่างกายในการวางยาสลบ จากนั้นประมาณ 36-48 ชั่วโมง จะมีการตกไข่ที่พร้อมปฏิสนธิ จึงทำการผสมเทียมโดยใช้น้ำเชื้อสดหรือน้ำเชื้อแช่แข็งก็ได้ หากจะใช้น้ำเชื้อสด ต้องนำแมวเพศผู้มาตรวจสุขภาพก่อน การผสมเทียมทำได้โดยการผฉีดน้ำเชื้อเข้าในช่องคลอดหรือเข้าในมดลูกผ่านคอมดลูก นอกจากนี้ยังอาจใช้การผ่าตัดเปิดช่องท้อง หรือฉีดน้ำเชื้อเข้าในมดลูกผ่านกล้อง อัตราการผสมติด 50-75%

รองศาสตราจารย์ สพ.ญ.ดร.เกวลี ฉัตรดรงค์


คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น

"โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น"
1. ห้ามเสนอข้อความหรือเนื้อหาอันเป็นการวิพากษ์วิจารณ์หรือพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์และราชวงศ์ เป็นอันขาด
2. ห้ามเสนอข้อความหรือเนื้อหาที่ส่อไปในทางหยาบคาย ก้าวร้าว ... (อ่านทั้งหมด)
Top